Poom さんのプロフィールหนทางข้างหน้าอีกยาวไกล.....フォトブログリストその他 ツール ヘルプ

Sathsin Poom

職業
所在地
好きなもの/好きなこと
ง่ายๆแต่ได้ใจความ 555

หนทางข้างหน้าอีกยาวไกล...จะเป็นเช่นไร...อยู่ที่ใจเราเอง

全 13 枚中 1 枚目
6月8日

....คือรสชาติ....ของการเดินทาง....

 

 

อยู่เชียงใหม่ แล้วครับ

 

 

การเดินทางกลับเชียงใหม่        ถือ ว่าค่อนข้างวุ่นวาย

ก่อนกลับ พ่อกะแม่จะพาไปกินข้าว ส่งท้าย

ไอ่เราก็ช้าเตรียมของยังไม่เสร็จ

เลยโดนด่าอีกตามเคย

ซึ่งก็เป็นแบบนี้ทุกครั้งยามที่กลับมอ แก้ไม่หาย

 

 

 

 

 

 

 

 

แม้แต่จะกลับบ้านยัง เคยวิ่งตามรถไฟเลย

ส่วนไอ่เรื่องตกรถนั้นก็ย่อมมีแน่นอน

มีการเดินทางทุกรูปแบบ ตั้งแต่นั่งตู้นอนปรับอากาศ ยันนั่งชั้น 3

 

 

 

 

 

 

 

 

ซึ่งกรณีหลังจะบ่อยที่สุด สำหรับสาเหตุก็คือ 

 ไม่ได้จองตั๋ว กะไม่มีตังค์

 เพราะค่ารถไฟชั้น 3 เชียงใหม่-อยุธยาแค่ 180 บาทเอง 555

และกระทั่งตีตั๋วแบบไม่มีที่นั่งเพราะมันเต็ม

แต่เราก็อยากจะรีบกลับเลยก็จำใจนั่งๆลุกๆ

หากเจ้าของที่มาเราก็ต้องย้าย

จนกระทั่งที่นั่งเต็ม

(ต้นทางคนขึ้นยังไม่เต็ม แต่ก็จะขึ้นมาเรื่อยๆจนเต็ม)

จนเราต้องหาที่ซุกนั่งเอาที่บันไดบ้างที่ข้อต่อโบกี้บ้าง

นั่งขดเอา นานๆขยับที แถมดึกหลับๆอยู่ต้อง

 ต๊กกะใจตื่นเพราะมีแมลงสาบมาใต่ขา

เราต้องนั่งขดอยู่อย่างนั่นเกือบ 10 ชั่วโมง

เพราะระยะเวลา

ในการเดินทางของรถไฟ จาก เชียงใหม่ถึงอยุธยา

ก็ประมาณ 13 ชั่วโมง

อาจเร็วหรือช้ากว่านั้นบ้าง รถไฟชอบ delay ประจำ

นี่เป็นการเดินทางที่เหนื่อยสุดแล้ว

คนเห็นเขาก็นึกว่าเราเป็นพวกคนเร่ร่อนแน่ๆเลยว่ะ

 แต่ก็ได้รสชาติดี นั่งชั้น3 ไม่มีที่นั่ง 13 ชั่วโมง

ท่ามกลางคนแออัด ร้อน ไปเล่าให้เพื่อนฟังมันก็ว่าเราบ้าว่ะ

ก็ช่างเหอะ เรามันติดดิน ไม่ใช่พวกไฮโซโก้หรูไรนี่

ก็ทุกอย่าง ตามเส้นทางแห่งใจ ใครจะมาบังคับเรา

แต่ขากลับมช.คราวนี้ นั่ง สปริ๊นเตอร์มา

 เพราะเหลืออยู่ขบวนเดียว

เหตุจากอุทกภัย และดินถล่มที่อุตรดิตถ์

....แล้วรถก็ไปจอดที่สถานีอุตรดิตถ์

 

แล้วจัดรถ บัส ต่อขึ้นไปส่งที่สถานีเด่นชัย

(เพราะยังซ่อมรางไม่เสร็จ)

แล้วก็ต่อรถนอน มาเชียงใหม่ เลยรู้สึกว่าเร็วดี

เพราะหลับสบาย แอร์ก็เย็น เยี่ยมจริงๆ

 

แต่ปัญหายังไม่หมด เมื่อมาถึงสถานีเชียงใหม่เราพบว่า

ทั้งเนื่อทั้งตัวเหลือ 30 บาท เบิกตังค์ก็ไม่ได้

 

เพราะ บัตร ATM หายและยังซวยอีก สมุดธนาคาร

 เละไปกะเครื่องซักผ้า เลยจนปัญญา ต้องโทรเรียกเพื่อนมารับ

 และก็ถึงมอโดยปลอยภัยครับกระผม

 

5月30日

จะกลับเชียงใหม่แล้วคับ

 

ไปดูนิทรรศการที่เมืองทองธานีกันเหอะ

 

เราไปมาเมือวันเสาร์ น่าสนใจมากนะ งานกว้างมาก ทำให้เรารู้สึกรักในหลวงของเรามากขึ้นเยอะเลยล่ะ

แต่เสียดายไม่ได้ดู การแสดงพระมหาชนก เพราะเดินเพลิน ตั้งแต่ บ่าย 1 ยัน 2 ทุ่ม ได้ความรู้กลับไปมากมาย ชอบดูส่วนของภาพถ่ายที่เขาเอาคนในรูปมาสัมภาษณ์ ทุกคนก็ดีใจและภูมิใจที่ใด้ใกล้ชิดพระองค์ มีรูปเด็กชาวเขาน้อยๆคนหนึ่งที่ในหลวงทรงป้อนยาให้ เขาก็โตแล้วตอนนี้ เราว่าเขาโชคดีมากๆเลย ใครว่างก็ลองไปเดินชมเอานะ ไม่รู้ต่อไปจะมีงานอย่างนี้อีกไหม ไม่ไปเสียดายแย่ ที่สำคัญไปเขียนคำถวายพระพรลงใบโพธิ์มาด้วยหล่ะ

 

ไม่กี่วันก็ได้กลับเชียงใหม่แล้ว นานมากที่เข้ามาอัพสเปซ เนตมันช้าเลยลำบาก ขี้เกียจไปเลย แถมจะกลับทางรถไฟ น้ำก็ท่วมรางเสียหายอีกแหนะ ต้องไปลงรถที่อุตรดิตถ์ ไปขึ้นที่เด่นชัย วุ่นวายแน่ๆเลย มช.ก็เปิด 12 โน้น แต่ก็ต้องรีบขึ้นไปทำเรื่องอยู่หออีก เด๋วไม่มีหออยู่จะแย่ โอยหิวข้าว ขอตัวก่อนนะ ไปหาข้าวกินก่อน...

 

 

 

4月18日

ตะกายดอย

 

 .........เธอเป็นเหมือน ดั่งดวงดาว

สุกสกาว พราวสดใส

ฉันเป็นเหมือน ดั่งดินใด

สัมผัสไม่ได้ แม้เงาดาว

 

....เม็ดดิน ดูสิ้นค่า

เปรียบแผ่นฟ้า นภาหาว

ระยิบ พริบแสงดาว

สุกสกาวราว แสงเดือน

 

....ลุกยืน ขึ้นมองฟ้า

เหยียบพสุธา ที่ข้าเหมือน

นึกฝัน อันรางเลือน

จะคว้าเดือน เยือนสู่ดิน

 

....แม้ฝัน นั้นดูท้อ

การสานต่อ มิสุดสิ้น

สักวัน ฝันเป็นจริง

สิ่งใหญ่ยิ่งคงตามมา......

 

 

................เพิ่งจะมาได้อัพกัน (ความจริงแอบทำอยู่นะเนี่ย)

กำลังทำงานอยู่ รู้สึกว่าตอนนี้ชีวิตไร้แก่นสาร ไม่ได้ทำไรซะอย่าง

สงกรานต์ก่อบ่ได้เล่น จะได้เดินพานพุทธก็ไม่ได้ไป

เพื่อนมันไม่ไปเราก็ไม่อยากไปคนเดียว(เด๋วหลง)

อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบ จะไปซื้อของซะหน่อย ...

 

..... กว่าจะเปิดเทอมก็อีกนาน ฝึกงานเสร็จ วันที่ 5

ก็คงไม่ได้มาอยู่กทม.แล้ว คงเป็นเพราะเราไม่ชอบมั้ง

เลยเลือกไปเรียน มช. เราว่าที่นั่นตรงใจเราหมด

แบบว่าชอบธรรมชาติน่ะ เย็นๆนั่งริมอ่างแก้ว ลมก็เย็น

สบายใจดี ว่างๆก็ขึ้นไปนั่งชมวิวดอยสุเทพ....

 

...... ความจริงก็ไม่รู้จะบ่นอะไรอีก ตามประสาเราละกัน

(ใครหลงมาอ่านก็ทำใจหน่อยนะ) ทริปหน้า

ว่าจะขึ้นไปพิชิตยอดดอยหลวงเชียงดาว ก่อนเปิดเทอมนี้

(จะรีบกลับมอ ก่อนเปิด จะได้ตระเวณเที่ยว อิอิ)

เหอๆ แค่คิดก็เหนี่อยแล้ว (เป็นดอยที่สูงอันดับ 3 ของไทย)

ก็ว่าอยากไปเก็บตกให้หมด.....

 

..................

 

 

... ตะกายดอย ...จะถามว่าได้อะไรกลับมา

บางคนบอกเราว่าไปทรมานร่างกาย เพื่อเอาความเหนื่อย

ความหนาว ความลำบาก น่ากลัว ดูไปทำไมดวงอาทิตย์

ที่บ้านก็มีให้ดู แต่สำหรับเรา มันก็ใช่ บางทีนอนอยู่ในเต็นท์

หนาวก็หนาว เกือบ 0 องศา บางทีไม่สบายด้วย ทรมานดี

ในใจก็คิดว่าถ้านอนอยู่หอ

คงอุ่นสบาย ดูทีวี เล่นเกมส์ สุขจริงๆ ....

.....แต่สิ่งที่ได้กลับมาจริงๆนั้น คือ

สิ่งที่เราไม่ค่อยจะได้มีโอกาสพบเจอ

ความสวยงาม ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

 

.....

....

 

......เป็นร้อยเป็นพันก้าวที่ผ่านไป.......

......ทิ้งไว้ด้วยรอยเท้า...

 

.....และหยาดเหงื่อ มิตรภาพของเพื่อนร่วมทาง

ที่พร้อมจะพากันสู่เป้าหมายเดียวกัน ......

 

................คือยอดดอย............

 

 

...เราจะต้องก้าวไปข้างหน้า อีกกี่ก้าวก็ไม่รู้

 

อีกนานเท่าไรจะถึง

 

นี่คือคำถามในใจของเราทุกคน

เหนี่อยเราก็หยุดพัก แล้วก้าวใหม่

 

แต่ไม่มีใครที่ถอดใจ ยอมแพ้เพียงครึ่งทาง

 

เขาทำได้  เราก็ทำได้ ขอใจเราเท่านั้น

 

ความท้อถอยของคนเพียงหนึ่งคน

 

กระทบต่อเพื่อนทุกๆคน

 

เราจะไม่ทิ้งกัน

 

เราจะก้าวไปด้วยกัน.........

 

......

 

 

 

 

และบัดนี้ ที่มองเห็นตรงหน้า คือยอดเขาที่หมาย

 

มองดูไม่ไกลเลย

 

แต่

 

ใกล้ตา...ไกลตีน....

 

 

 

 

 

 

เมื่อก้าวนี่มาถึง ภาพข้างหน้าคือรางวัล

ของผู้มีความฝัน มีความตั้งใจ

 

360 องศา รอบๆตัว คือทิวเขายาวไม่รู้จบ

 

อยู่แสนไกล มีเพียงใบหญ้าที่พลิ้วไหวไปตามลม

 

และสายลมหนาว ที่พัดมา

 

ชื่นชมในความพยายามของเรา

 

สวยงามจริงๆ...........

 

 

 

.....มันอาจไม่เป็นรูปธรรมจับต้องได้

แต่ที่เหนือกว่านั้นคือคุณค่าทางใจ

ที่เราได้มาจากความตั้งใจ และแรงกาย

เป็นความภูมิใจเล็กๆ แต่เป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

สอนให้เรารู้ว่าความสำเร็จมันต้องแลกมาด้วยความลำบาก

และจิตใจที่มั่งคง หากร่างกายเราไหว แต่ใจไม่สู้

มันก็แพ้ตั้งแต่ก่อนจะก้าวเท้าแล้ว  

....และอย่างน้อย

เราก็สามารถมาคุยได้ว่าเราก็เคยไปมาแล้วนะ......จริงไหม

 

อย่างที่เขาว่าไว้.....เราจะไม่ทิ้งอะไรไว้........นอกจากรอยเท้า ....

...เราจะไม่เก็บอะไรไป...นอกจากภาพถ่าย....และความทรงจำ

 

อยากให้พวกเราช่วยกันรักษาธรรมชาติไว้ เพราะโลกใบนี้...

................คือบ้านของเราทุกคน.........ขอบคุณครับ

 

 

4月12日

...ตามเส้นทาง...แห่งใจ...แห่งขุนเขา...

 

 

 

อยู่ปี 3 มาฝึกงานกทม. อยู่ไปๆเบื่อว้อย รถติด ร้อน คน เหม็นควัน หลายๆอย่างที่น่าเซ็ง อยากกลับเชียงใหม่ไวๆ อยากขี่มอไซค์ขึ้นดอยสุเทพ อยากขึ้นดอยไปนอนค้างสักคืน ไปรับลมหนาวบนดอยในหน้าร้อน....

ที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง เรากับเพื่อนอีก5 คนขี่มอไซค์ไปเที่ยวกันระยะทางประมาณ 90 กิโล ออกจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตอนบ่าย 3 ครึ่ง กะเวลาเพื่อไม่ให้ร้อนมาก ไปได้ประมาณ3 กิโลน้ำมันรถดันหมดซะอีก ต้องให้เพื่อนดันรถไปให้.... จนถึงปั๊ม

 

......แล้วก็เริ่มออกเดินทางกันใหม่ ผ่าน .แม่ริม .แม่แตง แล้วก็แวะพักรถกันที่ตลาดสดแม่มาลัย เราเดินซื้อของซื้อเสบียงเพื่อนำขึ้นไปกินกันบนดอย มีไก่ย่าง 5 ดาว ข้าวเหนียว ปลาทอด ปลากระป๋อง แหนมทอด แล้วก็อย่างอื่นอีกสารพัด...

 

.....แล้วเริ่มออกเดินทางอีก เวลาก็ล่วงเลยไปเป็นประมาณ 5 โมงเย็นแล้ว เราต้องรีบทำเวลาเพื่อจะไม่ให้มืดค่ำบนดอย จะได้ไม่อันตราย ...สองข้างทางนั้นเป็นหมู่บ้านมีหุบเขาล้อมรอบ แดดร่มลมตกแล้ว ตอนนี้อากาศดีมากๆมีลมเย็นๆพัดมากระทบเป็นระยะๆ

 

....วิถีชีวิตของผู้คนแถวนี้ดูจะเรียบง่าย มีน้อยความศิวิไลซ์แบบคนในเมืองใหญ่มารบกวน แม้จะมีความสมัยใหม่เข้ามาบ้างแต่ก็ยังคงรักษาวิถีชีวิตเก่าๆเอาไว้ นำเก่าและใหม่มาผสมกลมกลืนกันได้เป็นอย่างดี...

 

....เส้นทางเริ่มขึ้นภูเขา จากที่มีหมู่บ้านก็เริ่มเบาบางลง เราขี่รถคู่ใจใต่ความสูงขึ้นที่ละน้อยๆ เผลอแว๊บเดียวมองลงไปข้างทาง มองเห็นวิวเบื้องล่างดู สูงขึ้นมาอย่างถนัดตา ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงเรี่อยๆ แต่เราก็ไม่กลัวยังคงเดินทางต่อไป

...น่าจดจำ...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.......อาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า แต่ยังคงมีแสงจาก

ขอบฟ้าอยู่ทำให้ยังไม่มืดสนิท เราก็ต้องทำเวลา

แต่เพื่อนเราอีกคนหนึ่งก็ถามว่า

"เมื่อไรจะถึง กลัวน้ำมันไม่พอ"

เราก็กังวลอยู่เพราะหากน้ำมันหมด

ท่ามกลางความมืดบนทางขึ้นเขา

ขึ้นดอยอย่างนี้คงไม่สนุกแน่ๆ

เราก็ยังไม่แน่ใจนักว่าอีกไกลมากไหม

ก็ได้แต่บอกไปก่อนว่าอีกไม่ไกลเดี๋ยวก็ถึง

 ...(ประมาณว่าปลอบใจตัวเอง)

เราโชคดีที่มีหมู่บ้านอยู่ข้างทาง

แถมมีน้ำมันใส่ขวดเหล้าเอาไว้แบ่งขาย

มีทั้ง 91 95 เพือนเราเลยซื้อเติม 1 ขวด

ส่วนรถเราเติมเต็มถังมาแล้วที่เชียงใหม่

เลยยังไปได้ต่อ....

 

........สองข้างทางตอนนี้มืดสนิท

ไร้ซึ่งแสงใดๆมาส่องสว่างนอกจากแสงไฟหน้ารถ

ของพวกเราและ

เหล่าดวงดาวนับล้านดวงบนฟากฟ้า สวยงามจริงๆ

ภาพแบนี้คงไม่มีทางเป็นไปได้หากอยู่ในเมืองใหญ่.....

 

.......เราดีใจที่เจอป้ายอุทยาน

และเราก็จ่ายค่าธรรมเนียมการเข้า

ราคานักศึกษาคนละ 10 บาทรวมค่ารถอีก

คันละ 30 บาท

เข้ามาอีกประมาณ 5 กิโล มืดมาก

ถนนก็แคบ และลาดชันมากๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางลงเขาจะอันตรายมาก

ลำพังไฟหน้ารถเอาไม่ค่อยอยู่

เลยต้องควักเอาไฟสปอตไลท์ ที่ชาร์ตเต็มมา

ช่วยส่องอีกแรง....

 

........เรามาถึงที่กางเต็นท์ประมาณเกือบ 2 ทุ่ม

 เราก็เร่งรีบกางเต็นท์

  วันนี้นักท่องเที่ยวมาน้อยมากจนเงียบน่ากลัว

นับเต็นท์แล้วได้ประมาณ 3-4 หลังเท่านั้น

แต่ก็ดีไปอีกแบบ คือเราจะได้เสียงดังได้โดย

ไม่รบกวนใคร

เป็นส่วนตัวดี

 

 

Windows Media Player